คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 14331   12  

 
ดาวน์โหลดคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009

Adobe Systems

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่ และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทานโรค ระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่ติดเชื้อจนถึงแสดงอาการ) สั้น ประมาณ 1-4 วัน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยร้อยละ 90 - 95 สามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส กรณีที่อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้ เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย คัดจมูก น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย หลังจากนั้น อาการจะทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน

ผู้ป่วยบางราย (ร้อยละ 5 – 10) อาจมีอาการป่วยรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดปอดบวมซึ่งจะทำให้มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือนหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) ไข้ไม่ลดหลังจาก 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรืออาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยผิดปกติอย่างชัดเจน หรือภาวะขาดน้ำ และเสียชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อน (ปอดบวม) นี้มักจะเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วน หญิงมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคเลือด โรคตับเรื้อรัง เป็นต้น)

เมื่อป่วยแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิต (อัตราป่วยตาย) ประมาณร้อยละ 0.1 – 0.5 ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว หรือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง (ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โรคเลือด โรคตับเรื้อรัง เป็นต้น) ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วน และหญิงมีครรภ์)

อนึ่ง คำแนะนำต่างๆ อาจปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การระบาดที่เปลี่ยนไป ดังนั้น ท่านจึงควรติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะๆ

 

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ในการดูแลรักษาอาการป่วย

1. หากมีอาการป่วยด้วยอาการไข้หวัด เช่น มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั้งในไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่ ควรปฏิบัติตัวดังนี้
  1.1 หากอาการป่วยไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูง ไม่ซึม และรับประทานอาหารได้ ผู้ป่วยสามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ควรใช้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ
  1.2 ผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันทีที่เริ่มมีอาการป่วย ได้แก่
  1. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
  3. มีโรคเรื้อรัง เช่น
  • โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
  • โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
  • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)
  1.3 หากมีไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่เย็น
  1.4 ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังอาการป่วยของตัวเอง หากเริ่มมีอาการที่บ่งว่าโรคจะรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม หรืออาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรรีบไปพบแพทย์
  1.5

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง หรือผู้ป่วยเพิ่งจะเริ่มป่วย 1-2 วัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 หรือไม่ เนื่องจากแนวทาง (วิธี) การดูแลรักษาผู้ป่วยไม่แตกต่างกัน

 

2 ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อาจจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส
  2.1 Adobe Systems,Adobe Systemsผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง ได้แก่
  1. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
  3. มีโรคเรื้อรัง เช่น
  • โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
  • โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
  • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)
  2.2
    • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง (เช่น สงสัยปอดอักเสบ ซึมผิดปรกติ รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ)
  2.3
    • ผู้ป่วยที่อาการไข้หรืออาการป่วยไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มป่วย
3. ติดตามข่าวสารและคำแนะนำต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุขเป็นระยะๆ
     

Adobe Systems

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ในการป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น

  1. การแพร่ระบาดของโรคจะเร็วหรือช้าเพียงใดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ หาก ผู้ป่วยปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง จะมีจำนวนผู้สัมผัสเชื้อน้อยและจะมีผู้ป่วยไม่มากนัก แต่หากผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ ผู้ป่วยจะสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแพร่เชื้อไปสู่ บุคคลที่ผู้ป่วยใกล้ชิดและคลุกคลีด้วย นั่นคือ หากผู้ป่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ไม่ดี จะมีบุคคลอื่นในครอบครัวหรือบุคคล อื่นในที่ทำงานป่วยตามมาได้นั่นเอง
  2. ผู้ป่วยควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน และพักอยู่กับบ้านหรือหอพัก หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่นหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ และกลับเข้าเรียนหรือทำงานได้ เมื่อหายป่วยแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  3. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องอยู่กับผู้อื่น หรือใช้กระดาษทิชชู ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จาม
  4. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังการไอ จาม

 

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ฯ 2009

1. หากเรามีอาการป่วยสงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ เราควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหรือไม่?
  ตอบ

หากเรามีอาการป่วยสงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ให้ตรวจสอบว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ นั่นคือ เราเป็น Adobe Systems

  1. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
  3. มีโรคเรื้อรัง เช่น
  • โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
  • โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
  • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)

หากเราเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง เราควรรีบไปพบแพทย์

หากเราไม่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เรายังไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ในทันที เราสามารถพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้ รับประทานยาตามอาการ เช่น ถ้ามีไข้ ก็ให้รับประทานยาพาราเซตตามอล และเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น หรือถ้ามีอาการไอมาก ก็ให้ดื่มน้ำมากๆ เป็นต้น หากไข้ไม่ลด อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง หรือเริ่มมีอาการที่บ่งว่าจะมีอาการรุนแรง (เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปีหายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) อาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มป่วย อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หรือน้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น) จึงควรไปพบแพทย์

หากเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจากการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การไปพบแพทย์จะทำให้เราเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อจากผู้ป่วยอื่นที่โรงพยาบาล และยังไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติม เนื่องจากแพทย์ก็จะแนะนำให้เรากลับมาพักฟื้นที่บ้าน ให้ยารักษาตามอาการ และแนะนำให้เราคอยเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอาการของโรคอยู่ดี

2. เราจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือไม่?
  ตอบ

เนื่องจากผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัส กระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ได้แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่สงสัยจะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1การให้ยาอย่างกว้างขวางในผู้ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับยานอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองแล้วยังอาจจะทำให้เชื้อดื้อยาได้เร็วขึ้นอีกด้วย

กลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาได้แก่

1)ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรงได้แก่

  1. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
  3. มีโรคเรื้อรัง เช่น
    • โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
    • โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
    • โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
    • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)

2) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง (เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปีหายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) หายใจลำบากเหนื่อยหอบอาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

3) ผู้ป่วยที่อาการไข้หรืออาการป่วยไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มป่วย

 

3. หากเราป่วยด้วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เราจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพื่อยืนยันเชื้อหรือไม่?
  ตอบ

ในปัจจุบันที่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 ได้ระบาดขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ การตรวจว่าเราติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ไม่จำเป็นเท่าไรนัก การตรวจหรือไม่ตรวจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย ดังนั้น ในปัจจุบันในพื้นที่ที่มีการยืนยันการแพร่ระบาดของโรคชัดเจนแล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันการติดเชื้อก่อนให้การรักษาแต่อย่างใด

 

4. ในปัจจุบัน ได้มีโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งได้แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจคัดกรองการติดเชื้อด้วยชุดการตรวจสอบการติดเชื้อที่ให้ผลเร็ว หากเราป่วยด้วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เราควรตรวจด้วยชุดทดสอบให้ผลเร็วเหล่านี้หรือไม่?
  ตอบ

Adobe Systemsไม่จำเป็น การตรวจหรือไม่ตรวจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย นั่นคือ ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร แนวทางการรักษาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม (เหมือนข้อ 1) เนื่องจากการดูแลรักษา หรือการตัดสินใจให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับอาการ และขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่


นอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นแล้ว การตรวจดังกล่าวยังไม่ถือเป็นวิธีที่มาตรฐาน กล่าวคือ การตรวจยังมีความผิดพลาดค่อนข้างสูง นั่นคือ หากมีผู้ป่วยที่ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 จริง 100 คน การตรวจด้วยชุดทดสอบให้ผลเร็วจะให้ผลบวกถูกต้องน้อยกว่า 50 คน (Sensitivity ต่ำกว่า 50%) นั่นคือ ชุดทดสอบจะบอกว่าผู้ป่วยไม่ติดเชื้อสูงถึงกว่า 50 คนทั้งที่ผู้ป่วยเหล่านี้ความจริงแล้วติดเชื้อ การให้ผลผิดพลาดที่สูงมากขนาดนี้อาจทำให้ผู้ป่วยที่ป่วยจริงเมื่อทราบผลว่าตัวเองไม่ติดเชื้อวางใจ ไม่ดูแลรักษาตัวเองหรือไม่ติดตามเฝ้าระวังอาการของตัวเองให้เหมาะสมจนอาจเกิดอาการุนแรงตามมาได้

5. เราควรพักฟื้นอยู่ที่บ้านนานเท่าไหร่?
  ตอบ

ผู้ป่วยควรหยุดงานและพักฟื้นอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการพบปะ คลุกคลีกับผู้อื่นเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน หากครบ 7 วันแล้วยังคงมีอาการบางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ให้พักฟื้นอยู่กับบ้าน และหลีกเลี่ยงการพบปะ คลุกคลีกับผู้อื่นต่อไปอีก จนกว่าอาการจะหายสนิทแล้ว 1 วัน

 

6. ผู้ที่เป็นโรคอ้วนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือไม่?
  ตอบ

ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสจะเกิดอาการรุนแรงได้สูงกว่าคนปกติทั่วไปที่แข็งแรงดี ดังนั้น หากผู้ที่เป็นโรคอ้วนป่วยด้วยอาการที่สงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ควรไปพบ แพทย์ทันที

 

7. หากเราเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง และยังไม่ติดเชื้อ เราควรต้องป้องกันอะไรเป็นพิเศษ (เช่น การสวมใส่หน้าการอนามัย) หรือไม่?
  ตอบ ไม่จำเป็นต้องป้องกันอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ และไม่จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชน เนื่องจากหน้ากากอนามัยไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ หน้ากากอนามัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ (นั่นคือ ผู้ที่ควรสวมใส่คือผู้ป่วย) การล้างมือบ่อยๆ และการหลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูก หรือนำนิ้วเข้าปาก เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อจากมือเข้าสู่ร่างกายเป็นมาตรการในการป้องกันโรคที่สำคัญในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ป่วย นอกจากนี้ กลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำมากๆ ควร
1. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
2. หลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่

 

Adobe Systems  
8.

หากเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แปลว่าเราจะไม่มีโอกาสเสียชีวิตใช่หรือไม่?

ตอบ ไม่ใช่ ผู้ป่วยที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็มีโอกาสเสียชีวิตเช่นกัน แต่โอกาสที่จะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตในกลุ่มที่ไม่ได้มีความเสี่ยงจะต่ำกว่ากลุ่มเสี่ยง ข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และมีสุขภาพแข็งแรงก่อนที่จะป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1

 

 

9. ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ในไทย ขณะนี้มีพอเพียงหรือไม่?
  ตอบ ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคได้สำรองยาต้านไวรัสโอโซลทามิเวียร์ไว้จำนวนหนึ่ง (ประมาณ 4,000,000 เม็ด) และมีแผนจะจัดซื้อเพิ่มตามความจำเป็น ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาไว้เพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยา ตามแนวทางการใช้ยาต้านไวรัสที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้น (ข้อ 2)
10. หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาพาราเซตตามอลได้ ควรจะใช้ยาลดไข้แก้ปวดตัวไหนดี
  ตอบ ยาแอสไพรินเป็นยาที่ห้ามใช้ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น หากผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาพาราเซตตามอลได้ ก็สามารถเลือกรับประทานยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) หรือยานาโปรเซ็น (Naproxen) ได้ การใช้ยาไอบูโปรเฟนและยานาโปรเซ็นควรรับประทานหลังอาหาร และไม่ควรรับประทานยาขณะท้องว่าง เนื่องจากยาทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้มาก อนึ่ง หากผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาไอบูโปรเฟนหรือยานาโปรเซ็น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และควรศึกษาวิธีการใช้ยาและข้อห้ามการใช้ยา ก่อนรับประทานยา
11. หากผู้ป่วยเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาแอสไพรินเป็นประจำเกิดด้วยป่วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยควรหยุดรับประทานยาแอสไพรินหรือไม่
  ตอบ ผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพรินไม่ควรหยุดยาเอง ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์ประจำตัวผู้ป่วย (แพทย์ผู้สั่งจ่ายยาแอสไพริน)
12.
การใส่หน้ากากอนามัยควรใส่อย่างไรครับ เอาด้านไหนออก
  ตอบ
หน้ากากอนามัยมี 2 ด้านครับ คือด้านที่กันน้ำ กับด้านที่ซับน้ำ ด้านที่กันน้ำมักเป็นด้านที่มีสี เช่น สีเขียวหรือสีฟ้า ดังนั้น การใส่หน้ากากอนามัยควรหันเอาด้านนี้ออก ส่วนด้านที่ซับน้ำมักทำด้วยผ้าที่มีเนื้อนุ่มกว่า ซับน้ำ และบางยี่ห้อก็จะใส่สารป้องกันการแพ้และการระคายเคืองไว้ด้วย ดังนั้น ด้านนี้จึงควรเป็นด้านใน

การใส่หน้ากากอนามัยกลับด้านจะทำให้ประโยชน์ที่จะได้จากการใส่หน้ากากอนามัยน้อยลง ส่วนความเชื่อผิดๆ ที่มาจากจดหมายลูกโซ่ที่ว่าผู้ที่ใส่หน้ากากที่มีสีออกเป็นผู้ป่วย ส่วนผู้ที่ไม่ป่วยใส่เอาด้านที่เป็นสีขาวออกเป็นความเชื่อที่ผิดครับ ผู้ที่ไม่ป่วยก็ต้องใส่หน้ากากเอาด้านที่มีสีออกเช่นกันเพื่อประโยชน์สูงสุดครับ

Adobe Systems

คนไทยร่วมใจ
ป้องกันภัยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009

 
 


Keep me posted 
 
Nickname :
  
Comment : 
Email : 
Facebook : 
 
  1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 

#1 by PooK
11/07/2552 10:59
no email
 

ตอนเป็นไข้หวัด ก็ใช้หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกไปทำงาน ปรากฎว่าโดนไล่ให้กลับไปพักผ่อน...นี่คงเป็นข้อดีอีกข้อของการใช้หน้ากากอนามัย ^___^

 

#2 by WaTZoN
12/07/2552 02:43
Email
 

ออ ครับ ขอบคุณที่ใส่ใจสังคม :)

 

#3 by Arkina-Senpai
25/07/2552 03:52
Email
 

มิน่า แม่เราป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

พอไป รพ. เขาพาแม่ไปไว้ห้องรวมรอตรวจ ((แ่ม่ใส่ผ้าปิดปากตลอด))

ปรากฎเตียงข้างๆไอค่อกแค่กตลอด ชักด้วย ไม่รุเป็นโรคอะไร

แถมไม่ยอมใส่ผ้าปิดปาก

 

ต่อมาวันสองวันแม่เราป่วย ไอ ไม่มีแรงยกแขนขา

หมอก้อบอกว่าโรคหัวใจกะหลอดเลือดที่เป็นอยู่ไม่น่านอนซมได้ขนาดนี้

 

พอไปตรวจดูเป็นไงละ ติดเชื้อ 2009 อีก ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ

แม่ดูแลตัวเองอย่างดีไม่ค่อยออกไปไหน มาติดที่ รพ. เตียงข้างๆซะงั้น

 

***(ผ้าปิดปากช่วยไรไม่ได้จริงๆคะ) คนที่ไม่ป่วยใส่ไปก้อไม่ได้ป้องกันโรคเหมือนข้อมูลข้างบนบอกไว้***

 

ความผิดอยู่ที่คนป่วยน่ะแหละ ไม่รับผิดชอบสังคม

ไม่ยอมใส่ผ้าปิดปาก รับไม่ได้จริงๆ

ที่มหาลัยเราก้อมีพวกไอๆจามๆ มานั่งข้างๆหน้าตาเฉย

ไม่มีทิชชู่ ผ้าอะไรปิดปากเรย ขยันไรขนาดนั้น เหอๆ เห็นแร้วหงุดหงิดจริงๆ

 

ปล.ตอนแรกพวกพยาบาลคุยกัน แม่อาการหนักมากโอกาสรอดแค่10%

แต่ดีที่รักษาทัน ตอนนี้แม่หายจากโรค2009 แต่ยังกักตัวไว้สักระยะเพื่อความแน่ใจ วันนี้เราก้อจะเดินทางจากต่างจังหวัดไปเยี่ยมแม่ที่กรุงเทพ เห็นว่าแม่ได้ย้ายไปอยู่ห้องธรรมดาแล้วแต่อยู่ชั้น12 แนะ เพื่อความปลอดภัยมั้ง

        โรคนี้ดูยากคะ คล้ายหวัดทั่วไปอาจรู้ตัวช้ารักษาไม่ทันได้ อาการแม่เราก็ไอ มีเสมหะ มีไข้ 38องศา อยู่ๆจะเป็นก้อเป็น เป็นไวมาก ต้องระวังเป็นพิเศษเรยคะ

       ที่มาแสดงความเห็นเพื่อจะบอกว่า คนที่ไม่ได้ป่วยใส่ผ้าปิดปากไปก้อป้องกันเชื้อโรคไม่ได้คะ เดี๋ยวนี้เราเลยไม่ใส่ละ ไม่ได้ช่วยไรเรย คนที่สมควรใส่ที่สุดก็คือ คนที่ป่วย ไอ จาม บ่อยๆนั่นแหละคะ

 

#4 by ส้มโอ
28/07/2552 09:39
Email
 

ขอให้คุณแม่ ของคุณArkina-Senpai หายป่วยเร็วๆ นะคะ

ส่วนเรื่องคนป่วยไอ แค่กๆๆ แต่ไม่ยอมสวมหน้ากาก  ทุกวันนี้คงโดนสายตาผู้คนลงโทษไปแล้ว  แต่มารยาทใหม่นี้  เราช่วยกันสร้างได้ค่ะ  ทุกครั้งที่เราเป็นหวัด  ไอ จาม  เราสวมหน้ากากอนามัยเลยค่ะ  เริ่มที่ตัวเรา...

 

#5 by NUTTHNUN
29/07/2552 11:48
Email
 

ดี มีสาระคะ

 

#6 by oil_JUNG
31/07/2552 05:01
no email
 

ป้องกันยังไง???

 

 

#7 by tomzza
02/08/2552 05:04
Email
 

ดีคับมีสาระ

แถมยังมีวิธีป้องกันไข้หวัด2009อีก

อิอิ

 

#8 by ร.ส.ท.1
30/08/2552 03:58
no email
 

ผมกำลังทำรายงานเรื่อง นี้ อยู่ คับ

 

#9 by migi
02/09/2552 08:03
Email
 

ดีค่ะ   กำลังอยากได้ข้อมูลอยู่พอดีเลย

 

#10 by 2222222222
07/09/2552 08:22
Email
 

วิธีนี้เเย่

 

#11 by After
26/10/2552 06:04
Email
 

โรคนี้ไม่หน้ากลัว ถ้าทุกคน ร่วมมือกัน จริงป่ะจริงป่ะ !

 

#12 by Rosalinda
21/05/2554 01:44
Email
 
That saves me. Thanks for being so snesilbe!