|
ในการประชุมคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ ของไข้หวัดใหญ่ ครั้งที่ 3 ในวันนี้ (10 กรกฎาคม 2552) ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นวิชาการต่างๆ หลายประเด็น และมีข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดยุทธศาตร์และดำเนินงานเตรียมความพร้อมและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ ของไข้หวัดใหญ่ ดังนี้
การคาดการณ์แนวโน้มของปัญหา
- ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ประจำปี
- ในปีนี้ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลอยู่บ้าง
- จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีความรุนแรง (อัตราป่วยตาย) ใกล้เคียงกับ seasonal flu และไม่ได้รุนแรงเท่ากับข้อมูลที่ได้รับทราบจากข่าวการระบาดในเม็กซิโกระยะเริ่มต้น แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 มีความสามารถในการแพร่กระจายไปได้กว้างขวางกว่าไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทาน
- ขณะนี้การระบาดยังคงอยู่ในช่วงต้นของการระบาด และการระบาดจะขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว ไปทั่วประเทศ ทุกชุมชน
- การระบาดในกรุงเทพและปริมณฑล เริ่มจากการระบาดในโรงเรียน การระบาดในระยะต่อไป คาดว่าจะเป็นการระบาดในครอบครัวของผู้ป่วย (พ่อ แม่ พี่ น้อง ผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมบ้าน) และการระบาดในโรงพยาบาล และคาดว่าในระยะต่อไปจะเป็นการระบาดในสถานที่ทำงานซึ่งเกิดจากการที่พ่อ แม่ของเด็กป่วยไปแพร่เชื้อในที่ทำงานนั่นเอง
- รูปแบบการระบาดของแต่ละพื้นที่อาจมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน
- การแพร่ระบาดคาดว่าจะต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง จากข้อมูลการระบาดในอดีต คาดว่าการระบาดจะยังอยู่ในประเทศต่อไปอีก 1-3 ปี
- ในปีนี้ พ.ศ. 2552 จะมีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด สูงกว่าปีก่อนๆ และคาดว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 จะทำมีผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ดังนี้
|
ตัวชี้วัด
|
จำนวน
|
| ผู้ติดเชื้อทั้งหมด |
6-30 ล้านคน |
| ผู้ป่วยที่มีอาการ |
3-15 ล้านคน |
| ผู้ป่วยนอก ที่ รพ. |
600,000 - 3,400,000 คน |
| ผู้ป่วยใน ที่ รพ. |
30,000 - 130,000 คน |
| ผู้เสียชีวิต* (คน) |
ประมาณ 1,200 คน |
| การเสียชีวิตหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม |
ประมาณ 600 คน |
หมายเหตุ: ตัวเลขที่คาดประมาณในครั้งนี้ เป็นการคาดประมาณเบื้องต้นโดยใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ คณะอนุกรรมการฯ จะทำการทบทวนเป็นระยะๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและข้อมูลที่เปลี่ยนไป
-
มาตรการในการป้องกันโรคยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง การป้องกันโรคจะทำให้ยอดจำนวนผู้ป่วยรวมลดลงได้ ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างมีคุณภาพ
-
เราสามารถลดความรุนแรงของโรค หรือลดการตายจากโรคได้ด้วยการให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม และการดูแลตัวเองผู้ป่วยที่เหมาะสม
การใช้ยาต้านไวรัสควรใช้ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาจริงๆ ได้แก่
1) การให้ยาในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะต่างๆ ดังนี้
- เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
- มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
- มีโรคเรื้อรัง เช่น
- โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
- โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
- เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)
2) การให้ยาในผู้ที่มีอาการรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือนหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) หายใจลำบาก เหนื่อย หอบ อาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น
ซึ่งการให้ยาดังกล่าวเป็นตามแนวทางการใช้ยาต้านไวรัสที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
- การใช้ยาเกินความจำเป็นยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และยังอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงได้อีกด้วย
- จากการทบทวนข้อมูลทั่วๆ ไป พบว่าผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก่อนก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้เช่นกัน แม้ความเสี่ยงจะไม่สูงเท่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง
- การตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อไม่มีความจำเป็นในผู้ป่วยทั่วไป การตรวจยืนยันการติดเชื้อไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา การตัดสินใจให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสของแพทย์พิจารณาตามความรุนแรงของอาการของผู้ป่วย
- ในระยะถัดไป เชื้ออาจมีการกลายพันธุ์ได้ แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการกลายพันธุ์จะทำให้เชื้อมีความรุนแรงมากขึ้นหรือน้อยลง
การจัดทำ Severity score
- ให้มีการจัดทำระดับความรุนแรงของโรค (Severity scale) เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ และใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการควบคุมโรค
- ระดับความรุนแรงของโรคควรใช้ตัวชี้วัดทั้งอัตราป่วยตาย (Case Fatality Rate หรืออัตราตายในจำนวนผู้ป่วยที่ป่วย) และการแพร่กระจายของโรค
- การคำนวณอัตราป่วยตายให้ใช้จำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตและตรวจยืนยันว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นตัวตั้ง และหารด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด
การให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยง
การให้ข่าว และสื่อสารความเสี่ยง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและไม่แตกตื่น คณะอนุกรรมการฯ มีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับการให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยงอีกครั้ง ดังนี้
- ควรมีการจัดทำยุทธศาสตร์และแนวทางการให้ข่าว และการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อให้การให้ข่าวของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ สอดคล้องประสานไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหา และมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ
- พยายามอธิบายปัญหาและความจริงเพื่อ Tone down การให้ข่าว เพื่อลดความแตกตื่น และการแสวงหาการตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งราคาแพง ควรแนะนำให้มีประชาชนเข้าใจในประเด็นเรื่องการใช้ยาต้านไวรัส
- ควรมีการพยากรณ์สถานการณ์และกำหนดมาตรการสำหรับแต่ละสถานการณ์ ให้มีการจัดทำ Document ไว้ให้ชัดเจน ควรให้ข้อมูลให้คำแนะนำไปข้างหน้า (Proactive PR) ไม่ควรสื่อสารแบบ passive ตามสถานการณ์ (Reactive PR)
- ควรจัดการให้ข่าวที่เป็นระบบ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาเป็นผู้ให้ข่าว การให้ข่าวควรมีกำหนดให้ชัดเจนว่าข่าวใดควรให้โดยนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ และข่าวใดควรให้ข่าวโดยนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูง หรือโฆษก
- การเสนอข่าวโดยการรายงานจำนวนผู้ป่วยยืนยันไม่มีประโยชน์และไม่มีความหมายใดๆ จึงแนะนำให้กระทรวงสาธารณสุขยกเลิกการรายงานจำนวนผู้ป่วยที่ตรวจยืนยัน แต่ควรรายงานจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่ และรายงานจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่
- กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดำเนินการปรับปรุงคำแนะนำสำหรับประชาการทั่วไปให้ทันสมัยและเหมาะสมสถานการณ์อยู่เสมอ เช่น กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรเน้นการรณรงค์ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วย “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หรือ “Big cleaning day” และควรหันกลับมารณรงค์ให้
1) ผู้ป่วยพักฟื้นอยู่กับบ้าน
2) ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย หรือปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม
3) ให้ทุกคนล้างมือบ่อย ทั้งในผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และในประชาชน ทั่วไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
4) การหลีกเลี่ยงการใช้มือมาจับบริเวณหน้า ตา จมูก และปาก
-
ที่ผ่านมาการสื่อสารความเสี่ยง มักจะใช้วิธีการให้ข่าวผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ข่าวสารที่สำคัญบางประการไม่ถึงมือประชาชน เช่น แนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และแนวทางการป้องกันการติดเชื้อของประชาชนทั่วไป เป็นต้น
-
ควรจัดให้มีระบบการสื่อสารโดยมีให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
|