รายงานการประชุมผู้เชี่ยวชาญไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 3850   0  

 

ในการประชุมคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ ของไข้หวัดใหญ่ ครั้งที่ 3 ในวันนี้ (10 กรกฎาคม 2552) ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นวิชาการต่างๆ หลายประเด็น และมีข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดยุทธศาตร์และดำเนินงานเตรียมความพร้อมและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ ของไข้หวัดใหญ่ ดังนี้

การคาดการณ์แนวโน้มของปัญหา

  1. ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ประจำปี
  2. ในปีนี้ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลอยู่บ้าง
  3. จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 อาจมีความรุนแรง (อัตราป่วยตาย) ใกล้เคียงกับ seasonal flu และไม่ได้รุนแรงเท่ากับข้อมูลที่ได้รับทราบจากข่าวการระบาดในเม็กซิโกระยะเริ่มต้น แต่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 มีความสามารถในการแพร่กระจายไปได้กว้างขวางกว่าไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทาน
  4. ขณะนี้การระบาดยังคงอยู่ในช่วงต้นของการระบาด และการระบาดจะขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว ไปทั่วประเทศ ทุกชุมชน
  5. การระบาดในกรุงเทพและปริมณฑล เริ่มจากการระบาดในโรงเรียน การระบาดในระยะต่อไป คาดว่าจะเป็นการระบาดในครอบครัวของผู้ป่วย (พ่อ แม่ พี่ น้อง ผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมบ้าน) และการระบาดในโรงพยาบาล และคาดว่าในระยะต่อไปจะเป็นการระบาดในสถานที่ทำงานซึ่งเกิดจากการที่พ่อ แม่ของเด็กป่วยไปแพร่เชื้อในที่ทำงานนั่นเอง
  6. รูปแบบการระบาดของแต่ละพื้นที่อาจมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน
  7. การแพร่ระบาดคาดว่าจะต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง จากข้อมูลการระบาดในอดีต คาดว่าการระบาดจะยังอยู่ในประเทศต่อไปอีก 1-3 ปี
  8. ในปีนี้ พ.ศ. 2552 จะมีจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด สูงกว่าปีก่อนๆ และคาดว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอ็ช1 เอ็น1 จะทำมีผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ดังนี้


  9. ตัวชี้วัด
    จำนวน
    ผู้ติดเชื้อทั้งหมด 6-30 ล้านคน
    ผู้ป่วยที่มีอาการ 3-15 ล้านคน
    ผู้ป่วยนอก ที่ รพ. 600,000 - 3,400,000 คน
    ผู้ป่วยใน ที่ รพ. 30,000 - 130,000 คน
    ผู้เสียชีวิต* (คน) ประมาณ 1,200 คน
    การเสียชีวิตหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม ประมาณ 600 คน

    หมายเหตุ: ตัวเลขที่คาดประมาณในครั้งนี้ เป็นการคาดประมาณเบื้องต้นโดยใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ คณะอนุกรรมการฯ จะทำการทบทวนเป็นระยะๆ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและข้อมูลที่เปลี่ยนไป

  1. มาตรการในการป้องกันโรคยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง การป้องกันโรคจะทำให้ยอดจำนวนผู้ป่วยรวมลดลงได้ ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างมีคุณภาพ
  2. เราสามารถลดความรุนแรงของโรค หรือลดการตายจากโรคได้ด้วยการให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม และการดูแลตัวเองผู้ป่วยที่เหมาะสม

การใช้ยาต้านไวรัสควรใช้ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาจริงๆ ได้แก่

1) การให้ยาในกลุ่มเสี่ยงที่โรคจะรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะต่างๆ ดังนี้

  1. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และกลุ่งผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี
  2. มีภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน
  3. มีโรคเรื้อรัง เช่น
  • โรคหอบหืด หรือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี ฯลฯ)
  • โรคเบาหวาน โรคไต ลมชัก ธาลัสซีเมีย
  • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน (อาจเกิด Reye syndrome)

2) การให้ยาในผู้ที่มีอาการรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่หายใจเร็ว (อายุน้อยกว่า 2 เดือนหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที อายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที อายุมากกว่า 5 ปีหายใจเร็วกว่า 30 ครั้งต่อนาที) หายใจลำบาก เหนื่อย หอบ อาการไม่ดีขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ หรือได้น้อยกว่าปกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

ซึ่งการให้ยาดังกล่าวเป็นตามแนวทางการใช้ยาต้านไวรัสที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

  1. การใช้ยาเกินความจำเป็นยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และยังอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงได้อีกด้วย
  2. จากการทบทวนข้อมูลทั่วๆ ไป พบว่าผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก่อนก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้เช่นกัน แม้ความเสี่ยงจะไม่สูงเท่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรครุนแรง
  3. การตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อไม่มีความจำเป็นในผู้ป่วยทั่วไป การตรวจยืนยันการติดเชื้อไม่เปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา การตัดสินใจให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสของแพทย์พิจารณาตามความรุนแรงของอาการของผู้ป่วย
  4. ในระยะถัดไป เชื้ออาจมีการกลายพันธุ์ได้ แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการกลายพันธุ์จะทำให้เชื้อมีความรุนแรงมากขึ้นหรือน้อยลง

การจัดทำ Severity score

  1. ให้มีการจัดทำระดับความรุนแรงของโรค (Severity scale) เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ และใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการควบคุมโรค
  2. ระดับความรุนแรงของโรคควรใช้ตัวชี้วัดทั้งอัตราป่วยตาย (Case Fatality Rate หรืออัตราตายในจำนวนผู้ป่วยที่ป่วย) และการแพร่กระจายของโรค
  3. การคำนวณอัตราป่วยตายให้ใช้จำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตและตรวจยืนยันว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นตัวตั้ง และหารด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด

การให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยง

การให้ข่าว และสื่อสารความเสี่ยง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและไม่แตกตื่น คณะอนุกรรมการฯ มีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับการให้ข่าวและการสื่อสารความเสี่ยงอีกครั้ง ดังนี้

  1. ควรมีการจัดทำยุทธศาสตร์และแนวทางการให้ข่าว และการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อให้การให้ข่าวของบุคคลและหน่วยงานต่างๆ สอดคล้องประสานไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหา และมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ
  2. พยายามอธิบายปัญหาและความจริงเพื่อ Tone down การให้ข่าว เพื่อลดความแตกตื่น และการแสวงหาการตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งราคาแพง ควรแนะนำให้มีประชาชนเข้าใจในประเด็นเรื่องการใช้ยาต้านไวรัส
  3. ควรมีการพยากรณ์สถานการณ์และกำหนดมาตรการสำหรับแต่ละสถานการณ์ ให้มีการจัดทำ Document ไว้ให้ชัดเจน ควรให้ข้อมูลให้คำแนะนำไปข้างหน้า (Proactive PR) ไม่ควรสื่อสารแบบ passive ตามสถานการณ์ (Reactive PR)
  4. ควรจัดการให้ข่าวที่เป็นระบบ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาเป็นผู้ให้ข่าว การให้ข่าวควรมีกำหนดให้ชัดเจนว่าข่าวใดควรให้โดยนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ และข่าวใดควรให้ข่าวโดยนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูง หรือโฆษก
  5. การเสนอข่าวโดยการรายงานจำนวนผู้ป่วยยืนยันไม่มีประโยชน์และไม่มีความหมายใดๆ จึงแนะนำให้กระทรวงสาธารณสุขยกเลิกการรายงานจำนวนผู้ป่วยที่ตรวจยืนยัน แต่ควรรายงานจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับไข้หวัดใหญ่ และรายงานจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่
  6. กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดำเนินการปรับปรุงคำแนะนำสำหรับประชาการทั่วไปให้ทันสมัยและเหมาะสมสถานการณ์อยู่เสมอ เช่น กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรเน้นการรณรงค์ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วย “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หรือ “Big cleaning day” และควรหันกลับมารณรงค์ให้

      1) ผู้ป่วยพักฟื้นอยู่กับบ้าน

      2) ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย หรือปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม

      3) ให้ทุกคนล้างมือบ่อย ทั้งในผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และในประชาชน ทั่วไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

      4) การหลีกเลี่ยงการใช้มือมาจับบริเวณหน้า ตา จมูก และปาก

  7. ที่ผ่านมาการสื่อสารความเสี่ยง มักจะใช้วิธีการให้ข่าวผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ข่าวสารที่สำคัญบางประการไม่ถึงมือประชาชน เช่น แนวทางการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และแนวทางการป้องกันการติดเชื้อของประชาชนทั่วไป เป็นต้น
  8. ควรจัดให้มีระบบการสื่อสารโดยมีให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
 


Keep me posted 
 
Nickname :
  
Comment : 
Email : 
Facebook : 
 
  1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น